ชม 3 สวนดอกไม้ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น

ชม 3 สวนดอกไม้ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น

ในช่วงฤดูกาลนี้ เราจะมาเสนอ 3 สวนดอกไม้ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นกันนะครับ ว่าทำไม 3 สวนดอกไม้ที่เราจะนำเอามาเสนอเนี่ย มันพิเศษอย่างไร สวยงามแค่ไหน แล้วน่าไปเพราะอะไร วันนี้เราจะมาบอกทุกๆคนเองครับ เริ่มจากที่แรกกันเลย


1.Hitachi Seaside Park (Ibaraki)

แม้จะไม่ใช่สวรรค์แต่ก็ดูคล้ายๆ เพราะที่นี่คือสวนสวรรค์สำหรับคนรักไม้ดอกไม้ประดับอย่างแท้จริง กับอาณาจักรแห่งไม้ดอกที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่า 1,900,000 ตารางเมตร ละลานตาไปด้วยดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์

ไฮไลต์ของสวนดอกไม้ฮิตาจิ ซีไซด์ พาร์คแห่งนี้อยู่ใน 2 ช่วงฤดูสำคัญ คือสวนสวรรค์สีฟ้าที่เต็มไปด้วยดอกเนโมฟิลา (Nemophila) หรือที่เรียกกันว่า Baby Blue Eyes กว่า 4,500,000 ดอก ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่กลมกลืนไปกับบรรยากาศของท้องฟ้าและมหาสมุทร ขณะที่พุ่มโคเกีย (Kochia scoparia) กว่า 32,000 ต้น จะทำให้เนินดอกไม้กลายเป็นสีแดงสดใสในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เสมือนหนึ่งได้เดินเล่นอยู่ในสวนสวรรค์ยังไงยังงั้น

ความลับที่ทำให้สวนไม้ดอกแห่งนี้สวยงามดั่งสวนสวรรค์ของใครหลายคน คือความพิถีพิถันและใส่ใจดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก อย่างต้นโคเกียหรือที่บางคนเรียกกันว่า “หญ้าไม้กวาด” ต้องเริ่มจากการขุดหลุมปลูกแบบ 1 ต้นต่อ 1 หลุมเป็นแถวยาวเรียงราย ระยะห่างระหว่างหลุมก็จะกำหนดให้เท่ากันที่ 70 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะห่างที่พอดีที่จะทำให้ต้นโคเกียจะไม่แตกกิ่งก้านมาเบียดบังกันเมื่อโตขึ้น อีกทั้งหลุมที่ฝังก็ต้องลึกพอดีที่จะไม่ทำให้ต้นล้มหากต้องเจอลมทะเลแรงๆ ที่สำคัญ การปลูกต้นโคเกียจะไม่ใช้วิธีปลูกด้วยเมล็ด แต่ชาวสวนจะคัดขนาดของต้นอ่อนที่มีขนาดพอๆ กันก่อนที่จะนำมาปลูก เพื่อให้พุ่มโคเกียมีขนาดใกล้เคียงกันเมื่อมันเติบโตเต็มที่

สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเข้าชมต้นโคเกียจะเริ่มประมาณเดือนสิงหาคม ในช่วงเวลานี้ต้นโคเกียจะมีสีเขียวชอุ่มสดใส ในช่วงกลางคืนจะมีการจัดแสดงแสงไฟสวยงามตระการตา ส่วนไฮไลต์เด็ดที่หลายคนเฝ้ารอจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม เมื่อต้นโคเกียเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง ก่อนที่จะกลายเป็นสีแดงสดใสไปทั้งเนินเขาย่อมๆ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่พีคที่สุดในช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคมสำหรับการชมโคเกีย

 หลังจบฤดูชมโคเกีย ก็จะเป็นเวลาที่ดอกเนโมฟิลาจะเริ่มเชิดฉายบ้างบนอาณาเขตที่กว้างใหญ่กว่า 35,000 ตารางเมตร ซึ่งชาวสวนจะเริ่มปลูกกันตั้งแต่เดือนธันวาคมซึ่งถือเป็นช่วงหน้าหนาว ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปิดคลุมสวนดอกเนโมฟิลาขนาด 35,000 ตารางเมตรไว้ตลอดช่วงหน้าหนาว เพื่อหลีกเลี่ยงความเย็นจัดอันจะทำให้ต้นอ่อนเกิดความเสียหาย ก่อนที่จะอวดโฉมอีกครั้งในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งชาวสวนจะต้องเช็คสภาพอากาศที่แน่นอนอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อระวังไม่ให้ดอกเนโมฟิลาที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศเกิดความเสียหาย ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการชมดอกเนโมฟิลาจะอยู่ในช่วงประมาณปลายเมษายนไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม

และนี่ก็คือที่มาของสวนสวรรค์แห่งดอกไม้มหัศจรรย์ที่แต่ละฤดูแตกต่างกัน ซึ่งนอกจากการเดินเที่ยวชมความสวยงามของดอกไม้และไม้พุ่มแล้ว ยังมีบริการจักรยานให้เช่าเพื่อปั่นเล่นรอบๆ แถมยังมีสวนสนุกให้ไปเที่ยวเล่นได้ด้วย

แผนที่ท่องเที่ยวใน Hitachi Seaside Park



2.Fuji Shibazakura Festival (Yamanashi)

Shibazakura หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า Moss Phlox / Phlox Subulata  คนไทยเรียกว่า “พิงค์มอส” เป็นดอกไม้พันธ์ุเล็กที่มีขนาดประมาณ 1.5 ซม. มีทั้งสีชมพู แดง ม่วง และ ขาว ชิบะซากุระ เป็นพันธุ์ที่มาจากอเมริกาเหนือ เรียกว่า Tweet มีลักษณะคล้ายกับดอกซากุระแต่บานและออกดอกบนพื้นดิน จึงเป็นที่มาของชื่อ Shiba (พื้นดิน) + Zakura (ซากุระ – ที่ต้องเขียนเป็นตัว Z เพราะเป็นการเปลี่ยนเสียงตามภาษาญี่ปุ่น) ดอกชิบะซากุระจะชอบอยู่บนดินที่ระบายน้ำได้ดีและมีแดดส่องอย่างทั่วถึง และนิยมปลูกบนกำแพงหินหรือที่ลาดชันเป็นลักษณะคล้าย slope จึงกลายเป็นเสน่ห์ของสวนที่ปลูกดอกชนิดนี้

สำหรับเพื่อนๆที่วางแผนจะไปชมทุ่งดอกพิงค์มอสที่ฟุจิ ปลายเดือนเม.ย.-ต้นเดือนพ.ค. อีกวิธีที่สะดวกคือใช้บริการ Day Tour จากโตเกียว มุ่งหน้าไปที่สวนเลย ไม่ต้องไปเสียเวลาขึ้นรถไฟต่อรถบัสครับ สะดวกสุดๆ แถมราคาถูกกว่าด้วย

เทศกาล Fuji Shibazakura (富士芝桜祭)ประจำปี 2019

มีกำหนดการจัดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน – 26 พฤษภาคม
ช่วงเวลาตั้งแต่ 8.00 – 17.00 น.
ค่าเข้าชม 600 เยน (เด็ก 250 เยน)
สถานที่ชม: รีสอร์ท Fuji Motosuko จังหวัด Yamanashi

บริเวณของสวนที่ใช้จัดงานเทศกาล Fuji Shibazakura มีทางเข้า 2 ทาง ต้องเดินเข้าไปให้ถึงด้านในสุด เพื่อที่จะได้มุมภาพแบบพาโนรามาของสวน Shibazakura และ ฟูจิซัง / มีมุมให้นั่งแช่เท้าชมวิว (ค่าบริการคนละ 100 เยน)  /  มีไปรษณีย์พิเศษที่เราสามารถซื้อโปสการ์ดส่งไปหาคนทางบ้านได้ด้วย  /  นอกจากนี้ด้านในยังมีซุ้มขายอาหารที่คัดสรรมาสำหรับงานนี้อย่างเป็นพิเศษ

วิธีเดินทางไปที่ Fuji Shibazakura Festival

การเดินทางไปชมทุ่งพิงค์มอส Shibazakura เหมือนกับการเดินทางไปชมภูเขาฟูจิและทะเลสาบทั้งห้า ตั้งต้นจากสถานีชินจูกุ และเลือกวิธีการเดินทางวิธีไหนก็ได้ให้ไปถึงสถานี Kawaguchiko หลังจากนั้นทุกคนจะมารวมตัวกันที่ป้ายรถบัสด้านหน้าสถานี เพื่อนั่งรถบัสที่ทางสวนจัดไว้สำหรับเดินทางไปชมทุ่งพิงค์มอสโดยเฉพาะ

สำหรับช่วงเทศกาลนั้นจะพิเศษกว่าช่วงอื่น เพราะจะมีทางเลือกมากขึ้น สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟจากสถานี Shinjuku ไปสถานี Kawaguchiko เพื่อนๆคนไหนที่ถือ JR Pass หรือ JR Tokyo Wide Pass ก็สามารถเลือกขึ้นได้ตามสะดวก ขึ้นอยู่กับตารางเวลารถออกที่นั่งว่างด้วย

  • วิธีที่ ขบวน Limited Express Kaiji หรือ Asuza ลงที่สถานี Otsuki และเปลี่ยนขบวน ต่อรถไฟ Fujikyuko ไปลงที่ Kawaguchiko

  • วิธีที่ ถ้าไปตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แนะนำให้ขึ้นขบวน Holiday Rapid วิ่งตรงยาวถึง Kawaguchiko โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน แต่จะเต็มไวมาก

  • วิธีที่ ส่วนถ้าอยากวิ่งตรง ไม่ต้องเปลี่ยนขบวน สามารถขึ้นขบวน Yamanashi Fuji / Fujisan ได้ด้วยเช่นกัน ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า และมีค่าที่นั่งเพิ่ม

(JR Pass ครอบคลุมถึงแค่สถานี Otsuki ส่วน JR Tokyo Wide Pass ใช้ขึ้นได้ตลอดทาง)

หลังจากนั่งรถไฟแล้ว สิ่งที่จะต้องซื้อเพิ่มคือตั๋วรถบัส Shibazakura Liner ให้บริการจากสถานี Kawaguchiko ใช้เวลาประมาณ 30 นาที มีตั๋วคอมโบจำหน่ายราคา 1,900 เยน โดยรวมค่ารถไป-กลับ และค่าเข้าชมไว้เรียบร้อยแล้ว


3.The Great Wisteria Festival (Tochigi)

สวนดอกไม้ Ashikaga あしかがフラワーパーク ตั้งอยู่ในจังหวัด Tochigi นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปชมดอกไม้ โดยเฉพาะต้น Fuji หรือ Wisteria ดอก Wisteria พันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่น มีชื่อเรียกต่างกันไปตามสีของดอก เช่น

 ชมพูอ่อน -> Usubeni fuji

  ม่วง -> Murasaki fuji

 พันธุ์ยาว -> Naga fuji

 กลีบซ้อน -> Yae kokuryu

 ขาว -> Shiro fuji

 สีเหลือง -> Kingusari หรือต้นชัยพฤกษ์ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี

ต้น Wisteria ที่สวนแห่งนี้ออกดอกห้อยตกลงมาเป็นระย้าราวกับน้ำตกสีม่วง กระจายอาณาเขตวงกว้างครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,000 ตร.ม. โดยต้นที่ใหญ่ที่สุดมีอายุเก่าแก่กว่า 150 ปี มีอุโมงค์ดอก Wisteria สีขาวและเหลือเป็นระยะทางยาวกว่า 80 เมตร นอกจากนี้ช่วงเวลาลางวันเราจะได้เห็นดอก Wistria สะท้อนกับน้ำในบ่อ เป็นอีกภาพที่สวยงามน่าประทับใจ

สวนแห่งนี้เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00-18.00 น. และในช่วง Peak ของ Fuji จะอยู่ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม ค่าเข้าชม 1,000 เยน และมีปลูกดอกไม้ในฤดูกาลอื่นด้วย เช่น ดอกบัวน้ำและดอกกุหลาบในฤดูร้อน ดอกอะเมทิสในฤดูใบไม้ร่วง และการแสดงไฟ Illumination ในฤดูหนาว ค่าเข้าชมจะไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 200-1700 เยน)

” A Tale of the Wisteria “

The Great Wisteria Festival 2018

Ashikaga Flower Park

ふじのはな物語「大藤まつり」

กำหนดการงานชมดอกฟูจิวิสทีเรีย  13 เมษายน – 19 พฤษภาคม 2019

ช่วงกลางวัน เวลา 7.00-18.00
ช่วงกลางคืน ชมสวนประดับไฟ เวลา 17.30-21.00
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 900-1,800 เยน / เด็ก 500-900 เยน*ขึ้นอยูกับช่วงเวลาที่ดอกไม้บานสวยมากน้อย และงานประดับไฟ

 วิธีการเดินทาง จากโตเกียว ทำได้ 2 วิธีคือ

  • ตั้งต้นที่สถานี Tokyo นั่งรถไฟ Shikansen ลงที่สถานี Oyama (42 นาที) และต่อรถไฟสาย JR Ryomo ลงสถานี Tomita (32 นาที) และเดินต่ออีกประมาณ 15 นาที รวมค่าเดินทาง 4,510 เยน (เหมาะสำหรับผู้ที่ถือ JR Pass, JR East Pass และ TOKYO Wide Pass)

  • ตั้งต้นที่สถานี Tobu Asakusa นั่งรถไฟสาย Tobu Ryomo ขบวน Limited Express ลงที่สถานี Ashikagashi (75 นาที 2,000 เยน) และนั่งรถชัทเทิลบัส (เริ่มบริการ 14 เม.ย.) ต่อไปที่สวน 300 เยน


 

ขอบคุณข้อมูลจาก : japan Endless Discovery

tiewyeepoon.com (เที่ยวญี่ปุ่น ดอทคอม)